Prachachart Executive Interview

คุณธรรช กู้ธนวัฒน์ ยิ้มสู้เศรษฐกิจขาลง
สร้าง “ธัช ฮิลล์ เพลส” เจาะตลาดคอนโดฯ เชียงใหม่
แม้เศรษฐกิจที่มองเห็นเบื้องหน้าจะดูหม่นมัว แต่อสังหาริมทรัพย์เมืองเชียงใหม่ยังคงหอมหวนชวนให้หลายคนหลงใหล กลุ่มทุนเสือข้ามห้วยและทุนจากส่วนกลางจำนวนไม่น้อยยังคงต่อแถวลงทุนต่อเนื่อง รวมถึงกลุ่มทุนน้องใหม่ “แอล. พี. เอ็ม. บิวล์เดอร์” ที่กล้าทุ่มกว่า 500 ล้านบาท สร้าง “ธัช ฮิลล์ เพลส” ชิมลางตลาดคอนโดมิเนียม ท่ามกลางบรรยากาศที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีแต่รีๆ รอๆ
คุณธรรช กู้ธนวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล. พี. เอ็ม. บิวล์เดอร์ จำกัด จบการศึกษาด้านวิศวกรรมโยธา ก้าวมาเป็นดีเวลลอปเปอร์เต็มตัวเมื่อก่อตั้งบริษัท แอล. พี. เอ็ม. บิวล์เดอร์ จำกัด หลังจากเคี่ยวกรำ ประสบการณ์ในธุรกิจก่อสร้างมานานกว่า 20 ปี ด้วยเหตุผลส่วนตัว 2 ข้อคือ ชอบเมืองเชียงใหม่สุดๆ และชอบไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในคอนโดมิเนียม กับอีกเหตุผลสำคัญที่ตลาดยังมีช่องว่างและยังไม่มีคอนโดมิเนียมในมาตรฐานที่เขาอยากทำ ทั้งหมดจึงเป็นเหตุผลที่เขาตัดสินใจเบนเข็มมายังจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสร้าง “ธัช ฮิลล์ เพลส (Touch hill place Condominium)” ให้ปรากฏ
แม้จะเป็นดีเวลลอปเปอร์น้องใหม่หมาดๆ แต่ก้อเก๋าอยู่ในวงการธุรกิจก่อสร้างมายาวนาน มีผลงานการันตีมากมาย และเมื่อทำโปรเจกต์ของตัวเองทุกอย่างจะเน้นคำว่ามาตรฐานและคุณภาพเท่านั้น
ปลายปีที่ผ่านมาเขาตัดสินใจซื้อที่กว่า 5 ไร่ย่านหนองฮ่อ ริมถนนคันคลองชลประทาน ใกล้ กับบริเวณที่จะก่อสร้างโครงการศูนย์ประชุมนานาชาติเชียงใหม่ ด้วยทำเลและทัศนียภาพที่จัดว่าสวยงามและลงตัวสำหรับคอนโดมิเนียมที่ใกล้ชิดธรรมชาติ ยึดคอนเซปต์คอนโดมิเนียมสไตล์โมเดิร์นล้านนาออกแบบตกแต่งภายในเน้นแนวผสมผสานระหว่างศิลปะล้านนากับความทันสมัย (Modern Contemporary) เน้นมุมมองหน้ากว้างหรือ Panoramic View ที่สามารถมองเห็นธรรมชาติได้ชัดเจนที่สุด
“ธัช ฮิลล์ เพลส” มี 2 อาคาร มีจำนวนห้องพักรวมกัน 158 ยูนิต มูลค่าโครงการมากกว่า 500 ล้านบาท เบื้องต้นจะเริ่มก่อสร้างอาคารแรกขนาดความสูง 9 ชั้นในเฟสแรกก่อน จำนวน 79 ยูนิต
คุณธรรช กล่าวว่า เดิมจะสร้างพร้อมกันทั้งหมดแต่เนื่องจากเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลงและคาดว่าจะตกต่ำสุดในปี 2552 ทำให้ต้องเริ่มก่อสร้างเพียงอาคารเดียวก่อน โดยใช้เงินสดส่วนตัวลงทุนทั้งหมดประมาณ 300 ล้านบาท (รวมราคาที่ดิน) ส่วนเฟส 2 เป็นอาคารสูง 11 ชั้น จำนวน 79 ยูนิต คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ราวปี 2553 ซึ่งน่าจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มที่จะฟื้นตัวขึ้นมาได้
เฟสแรกเริ่มเดินหน้าเรื่องงานก่อสร้างแล้วโดยราราขายห้องเล็กสุด ขนาด 48 ตร.ม. ราคา 1.6 ล้านบาท และห้องใหญ่สุด ขนาด 128 ตร.ม. ราคาอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านบาท ขณะนี้มียอดจองแล้วประมาณ 14 ห้องหรือประมาณร้อยละ 20-30
ชั้น 2 ของอาคารจะทำเป็นที่จอดรถ ส่วนชั้น 3 และ 6 วางให้เป็นส่วนของเซอร์วิสอพาร์ทเมนต์ เน้นลูกค้าชาวต่างชาติ และจากกรุงเทพฯ ระดับไฮเอนด์เป็นหลัก
“ในภาวะแบบนี้เราต้องทำสินค้าที่สนองตรงกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มตลาดบนไม่ว่าเศรษฐกิจจะแย่แค่ไหน ถ้าสินค้าถูกใจเข้าก็ซื้อได้อยู่แล้ว และผมก้อมองว่าเชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ใครๆ ก็อยากมาอยู่ ทั้งคนที่มาเที่ยวและมาแบบลองสเตย์ อากาศก็ดีตลอดทั้งปี ลูกค้ากลุ่มญี่ปุ่นและเกาหลีจะชอบมาก โครงการของเราจะมีทั้งลูกค้าที่อยู่ประจำคือแบบลองสเตย์ และลูกค้าที่ซื้อเพื่อลงทุนหรือไทม์แชริ่ง ซึ่งทางโครงการจะรับบริหารจัดการให้ทั้งหมด” คุณธรรชกล่าว
สำหรับเขาเชื่อว่าธุรกิจคอนโดฯ ในเมืองเชียงใหม่ยังกว้าง และมีโอกาสทางการตลาดอยู่มาก ซึ่งในความหมายของการอยู่คอนโดฯ คือวิวสวย, บรรยากาศ, สิ่งแวดล้อม, สิ่งอำนวยความสะดวก, ความปลอดภัย และการเดินทางที่สะดวกเป็นสิ่งสำคัญ เขาให้ความสำคัญกับห้องน้ำมาก มี Bath Tub และ Shower Room เป็นสัดส่วน และระบบ Cold & Hot Water แยกส่วนเปียกและส่วนแห้ง การจัดวาง Layout ของห้องเน้นการใช้งานอย่างลงตัวในทุกๆ พื้นที่ใช้สอย อาทิ ห้องนั่งเล่น Pantry มุมทำงาน มุมดูหนังฟังเพลง หรือจะ Chill Out กับบรรยากาศภายนอกที่ระเบียงก็ได้ ซึ่งห้องเล็กสุดของโครงการ คือ 48 ตร.ม. 1 ห้องนอน มีทั้งแบบ Partly-Furnished และ Fully-Furnished
เขายอมรับว่าเศรษฐกิจขณะนี้อยู่ในภาวะที่ย่ำแย่และปี 2552 อาจเป็นการเผาจริง แต่เขาก้อมั่นใจว่าโครงการจะตอบโจทย์ตลาดได้ เพราะมีกลุ่มลูกค้าชัดเจน สินค้ามีความแตกต่างและตลาดมีความต้องการ โดยเฉพาะการก่อสร้างและการตกแต่งในทุกๆ ส่วน จะเน้นเรื่องมาตรฐานและคุณภาพเป็นตัวนำ
และการใช้เงินสดลงทุนในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ต้องถือว่ากล้ามากแต่เขามองว่าวิธีนี้ความเสี่ยงน้อยและไม่กดดันเหมือนกันการใช้เงินธนาคาร
“ผมไม่ตั้งเป้าในการขายเลยตอนนี้ ปล่อยสบายๆ ไปตามธรรมชาติ เพราะถ้าตั้งเป้าหมายก้อจะกดดันลูกน้องมาก เน้นขายไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ การก่อสร้างก้อไปเรื่อยๆ คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี’52 สร้างเสร็จผมว่าเศรษฐกิจก้อน่าจะดีดตัวดีขึ้นมาบ้าง ผมใช้เงินสดลงทุนยิ่งไม่กดดันเลย แต่ถ้ากู้แบงค์คงคิดหนักมาก อย่างยอดจอง 20-30% ช่วงที่เศรษฐกิจแย่ๆ แบบนี้ผมพอใจแล้วตอนนี้ขอคิดทุกอย่างเป็นลบให้มากที่สุด ไม่ตื่นเต้น ไม่มีเป้า ไม่กดดัน ทุกคนทำงานแบบไม่เครียด”
แต่หากยอดขายไม่กระเตื้องเขาก็เตรียมแผนสองแล้ว โดยจะปรับมาทำเซอร์วิสอพาร์ทเมนต์ให้มากขึ้นอาจถึงระดับ 50% เป็นทางออกหนึ่งหากสถานการณ์แย่กว่าที่คาดไว้
นับเป็นการชิมลางการตลาดที่ออกจะท้าทายมากทีเดียว
Back
|